TH

|

EN

;

ซื้อ พ.ร.บ. กับประกันรถยนต์บริษัทเดียวกัน ดีหรือไม่

ซื้อ พ.ร.บ. กับประกันรถยนต์บริษัทเดียวกัน ดีหรือไม่

สิงหาคม 11, 2563 |
โพสโดย : maxi |

ประกันภัยรถยนต์นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้หรือเจ้าของรถยนต์ อุบัติเหตุในรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน ตลอดเวลา ถ้าคนใช้รถยังตั้งอยู่บนความประมาท ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร สำหรับในบ้านเรานั้น ประกันภัยรถยนต์มีด้วยกัน 2 แบบคือ ประกันภัยภาคบังคับ และประกันภัยภาคสมัครใจ

ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือที่เรียกกันติดปากว่า พ.ร.บ. ซึ่งมีความหมายมาจากคำว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งถูกตราเป็นกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2535 แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขรายละเอียดมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้ โดยหลักๆ ก็คือ พระราชบัญญัติฉบับนี้จะคุ้มครองผู้ประสบภัย ที่ได้รับความเสียหายอันมีสาเหตุมาจากรถยนต์นั่นเอง โดยจะเป็นคนเดินถนน หรือ คนใช้รถบนท้องถนนไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้โดยสาร ก็ได้รับความคุ้มครองทั้งหมด แม้ไม่ทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นใคร ผู้เสียหายก็ยังได้รับความคุ้มครอง ว่าไปแล้ว พรบ.ภาคบังคับ มีประโยชน์มากในทางปฎิบัติ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาพยาบาลให้แก่ผู้ประสบเหตุทางรถยนต์ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่มากนัก อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าจะได้รับการดูแลรักษาเบื้องต้น

การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หมายความถึง การประกันภัยที่เกิดขึ้น โดยความสมัครใจของ เจ้าของรถยนต์ ผู้ครอบครองรถยนต์หรือผู้ขับขี่รถยนต์โดยไม่ได้เกิดจากการถูกบังคับโดยกฎหมาย แต่อย่างใด การประกันภัยรถยนต์ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดประกันภัยในปัจจุบันนี้

 

สำหรับการซื้อประกันภัยตาม พรบ. กับประกันภัยภาคสมัครใจแยกคนละบริษัทกัน กล่าวคือซื้อประกัน พรบ. บริษัทหนึ่ง และไปซื้อ ประกันประเภทสมัครใจ (ประเภท 1,2 หรือ 3) ตามโฆษณาชวนเชื่อของบรรดาบริษัทประกันภัยหรือตัวแทนประกันภัยที่เน้นการขายประกัน พรบ. ที่มีราคาประกันภัยรถยนต์ถูก เนื่องจากมีกฎหมายบังคับว่าเจ้าของรถทุกคนต้องทำ ประกันภัยตาม พ.ร.บ. มิฉะนั้นจะต้องถูกจับปรับเป็นหมื่น โดยไม่คำนึงถึงว่าลูกค้าหรือเจ้าของรถจะไปทำประกันภาคสมัครใจกับใคร ขอให้ซื้อประกัน พรบ. กับตนเองไว้ก่อนเป็นดี มีเจ้าของรถจำนวนไม่น้อยซื้อประกัน พ.ร.บ. ราคาถูก บางคนถึงกับแยกประกันพรบ. และประกันภาคสมัครใจไว้คนละบริษัทโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพียงเห็นว่าประกัน พ.ร.บ. ที่เสนอถูกกว่า ซึ่งก็จะประมาณ 100-200 บาท เช่น พ.ร.บ. รถเก๋งปกติกำหนดให้ขายตามพิกัดใหม่ไม่เกิน 645 บาท ก็มีบางบริษัทเสนอขายอยู่ที่ 450 บาท หรือ 550 บาท โดยหารู้ไม่ว่าจะเกิดปัญหาและความยุ่งยากตามมา

 

ตามหลักแล้วประกันภัยตาม พรบ. ทุกบริษัทจะต้องให้ความคุ้มครองเท่ากันหมด เพราะมีกฎหมายบังคับ ว่าเมื่อเสียชีวิตจะต้องจ่าย 5 แสนบาท ถ้าบาดเจ็บต้องจ่ายค่ารักษาไม่เกิน 8 หมื่นบาท และต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น 30,000 บาท เป็นต้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการบริการที่ต่างกัน บางบริษัทมีสาขามาก บาง บริษัทมีสาขาน้อย บางบริษัทจ่ายช้า บางบริษัทจ่ายเร็ว บางบริษัทก็ไม่จ่ายปิดบริษัทไปตอนไหนไม่รู้ หรือไม่มีมีตัวตนตั้งแต่เริ่มแรก คือลูกค้าโดนหลอกให้ซื้อ ซึ่งถ้าต้องการ ทำประกันภัยตาม พรบ. อย่างเดียว ไม่ได้ทำประเภทสมัครใจไว้ด้วย แนะนำให้ทำกับบริษัทที่มีสาขามาก หรือมีสาขาอยู่ใกล้บ้าน เพื่อความสะดวกในการติดต่อ เพราะการทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. อย่างเดียว การบริการทั้งหมดเป็นของเจ้าของรถผู้เอาประกันหรือผู้ เสียหาย ที่จะต้องดำเนินการเองทั้งหมด ต้องไปรักษาเอง สำรองจ่ายเอง ไปตั้งเบิกเอง ในการไปขอ รับเงินค่าสินไหมที่บริษัทประกันภัยก็ต้องนำหลักฐานเอกสารไปเองให้ครบ ตั้งแต่ใบแจ้งความของตำรวจ ใบมรณะบัตร บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ ใบพ.ร.บ.ที่ติดหน้ารถ และเอกสารเกี่ยวข้องอื่น เพื่อเคลมค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย ถ้าเอกสารดัง กล่าวนำไปไม่ครบ บริษัทก็จะปฏิเสธการจ่าย โดยให้นำเอกสารมาให้ครบก่อนจึงจะทำการจ่ายให้ได้ และที่สำคัญจะจ่ายให้ได้เฉพาะส่วนที่มีใบเสร็จถูกต้องเท่านั้น

 

การทำประกัน พ.ร.บ. กับประกันภัยประเภทสมัครใจไว้ในบริษัทเดียวกัน โดยเลือกทำกับบริษัทที่มีความมั่นคง ให้บริการที่ดี จะได้ไม่มีปัญหาในอนาคต นอกจากนี้ยังมีข้อดีของการทำประกันภัยทั้ง 2 แบบควบคู่กันไป คือ ความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองช่วยเหลือในกรณีที่มีการบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งในบางครั้งวงเงินที่ได้รับจาก พ.ร.บ.นั้น อาจไม่เพียงพอ ในการเจรจาต่อรองกับคู่กรณี ในกรณีที่คุณเป็นฝ่ายผิดและคู่กรณีของคุณได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จะได้มีวงเงินจากภาคสมัครใจมาช่วยอีกแรงหนึ่ง

 

ดังนั้นถ้าคุณทำประกัน ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจะเข้ามาทำหน้าที่ในส่วนที่เกินให้ การที่คุณทำประกัน พ.ร.บ. และกรมธรรม์ภาคสมัครใจกับบริษัทประกันเดียวกัน จะทำให้คุณไม่ต้องไปเริ่มต้นในการเล่าเรื่องราว พร้อมทั้งขั้นตอนด้านเอกสารกับบริษัทประกันใหม่ที่คุณซื้อกรมธรรม์แยกออกไป และไม่ต้องติดต่อประสานงานถึง 2 บริษัทประกันภัย เพราะถ้าเป็นบริษัทประกันเดียวกันก็จะทราบเรื่อง ตั้งแต่เกิดเหตุครั้งแรก การดำเนินการต่อก็จะสะดวกและต่อเนื่อง ซึ่งจะง่ายและสะดวกกับตัวคุณเอง

 

ประกันภัยรถยนต์นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้หรือเจ้าของรถยนต์ อุบัติเหตุในรูปแบบต่างๆ เกิดขึ้นได้ทุกวัน ตลอดเวลา ถ้าคนใช้รถยังตั้งอยู่บนความประมาท ไม่ปฏิบัติตามกฎจราจร สำหรับในบ้านเรานั้น ประกันภัยรถยนต์มีด้วยกัน 2 แบบคือ ประกันภัยภาคบังคับ และประกันภัยภาคสมัครใจ

ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ หรือที่เรียกกันติดปากว่า พ.ร.บ. ซึ่งมีความหมายมาจากคำว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งถูกตราเป็นกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2535 แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขรายละเอียดมาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันนี้ โดยหลักๆ ก็คือ พระราชบัญญัติฉบับนี้จะคุ้มครองผู้ประสบภัย ที่ได้รับความเสียหายอันมีสาเหตุมาจากรถยนต์นั่นเอง โดยจะเป็นคนเดินถนน หรือ คนใช้รถบนท้องถนนไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่หรือผู้โดยสาร ก็ได้รับความคุ้มครองทั้งหมด แม้ไม่ทราบว่าผู้ก่อเหตุเป็นใคร ผู้เสียหายก็ยังได้รับความคุ้มครอง ว่าไปแล้ว พรบ.ภาคบังคับ มีประโยชน์มากในทางปฎิบัติ เพราะอย่างน้อยก็ช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายเรื่องการรักษาพยาบาลให้แก่ผู้ประสบเหตุทางรถยนต์ โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้ไม่มากนัก อย่างน้อยก็อุ่นใจว่าจะได้รับการดูแลรักษาเบื้องต้น

การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ หมายความถึง การประกันภัยที่เกิดขึ้น โดยความสมัครใจของ เจ้าของรถยนต์ ผู้ครอบครองรถยนต์หรือผู้ขับขี่รถยนต์โดยไม่ได้เกิดจากการถูกบังคับโดยกฎหมาย แต่อย่างใด การประกันภัยรถยนต์ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในตลาดประกันภัยในปัจจุบันนี้

 

สำหรับการซื้อประกันภัยตาม พรบ. กับประกันภัยภาคสมัครใจแยกคนละบริษัทกัน กล่าวคือซื้อประกัน พรบ. บริษัทหนึ่ง และไปซื้อ ประกันประเภทสมัครใจ (ประเภท 1,2 หรือ 3) ตามโฆษณาชวนเชื่อของบรรดาบริษัทประกันภัยหรือตัวแทนประกันภัยที่เน้นการขายประกัน พรบ. ที่มีราคาประกันภัยรถยนต์ถูก เนื่องจากมีกฎหมายบังคับว่าเจ้าของรถทุกคนต้องทำ ประกันภัยตาม พ.ร.บ. มิฉะนั้นจะต้องถูกจับปรับเป็นหมื่น โดยไม่คำนึงถึงว่าลูกค้าหรือเจ้าของรถจะไปทำประกันภาคสมัครใจกับใคร ขอให้ซื้อประกัน พรบ. กับตนเองไว้ก่อนเป็นดี มีเจ้าของรถจำนวนไม่น้อยซื้อประกัน พ.ร.บ. ราคาถูก บางคนถึงกับแยกประกันพรบ. และประกันภาคสมัครใจไว้คนละบริษัทโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพียงเห็นว่าประกัน พ.ร.บ. ที่เสนอถูกกว่า ซึ่งก็จะประมาณ 100-200 บาท เช่น พ.ร.บ. รถเก๋งปกติกำหนดให้ขายตามพิกัดใหม่ไม่เกิน 645 บาท ก็มีบางบริษัทเสนอขายอยู่ที่ 450 บาท หรือ 550 บาท โดยหารู้ไม่ว่าจะเกิดปัญหาและความยุ่งยากตามมา

 

ตามหลักแล้วประกันภัยตาม พรบ. ทุกบริษัทจะต้องให้ความคุ้มครองเท่ากันหมด เพราะมีกฎหมายบังคับ ว่าเมื่อเสียชีวิตจะต้องจ่าย 5 แสนบาท ถ้าบาดเจ็บต้องจ่ายค่ารักษาไม่เกิน 8 หมื่นบาท และต้องจ่ายค่าเสียหายเบื้องต้น 30,000 บาท เป็นต้น ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการบริการที่ต่างกัน บางบริษัทมีสาขามาก บาง บริษัทมีสาขาน้อย บางบริษัทจ่ายช้า บางบริษัทจ่ายเร็ว บางบริษัทก็ไม่จ่ายปิดบริษัทไปตอนไหนไม่รู้ หรือไม่มีมีตัวตนตั้งแต่เริ่มแรก คือลูกค้าโดนหลอกให้ซื้อ ซึ่งถ้าต้องการ ทำประกันภัยตาม พรบ. อย่างเดียว ไม่ได้ทำประเภทสมัครใจไว้ด้วย แนะนำให้ทำกับบริษัทที่มีสาขามาก หรือมีสาขาอยู่ใกล้บ้าน เพื่อความสะดวกในการติดต่อ เพราะการทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. อย่างเดียว การบริการทั้งหมดเป็นของเจ้าของรถผู้เอาประกันหรือผู้ เสียหาย ที่จะต้องดำเนินการเองทั้งหมด ต้องไปรักษาเอง สำรองจ่ายเอง ไปตั้งเบิกเอง ในการไปขอ รับเงินค่าสินไหมที่บริษัทประกันภัยก็ต้องนำหลักฐานเอกสารไปเองให้ครบ ตั้งแต่ใบแจ้งความของตำรวจ ใบมรณะบัตร บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ใบเสร็จรับเงิน ใบรับรองแพทย์ ใบพ.ร.บ.ที่ติดหน้ารถ และเอกสารเกี่ยวข้องอื่น เพื่อเคลมค่าเสียหายจากบริษัทประกันภัย ถ้าเอกสารดัง กล่าวนำไปไม่ครบ บริษัทก็จะปฏิเสธการจ่าย โดยให้นำเอกสารมาให้ครบก่อนจึงจะทำการจ่ายให้ได้ และที่สำคัญจะจ่ายให้ได้เฉพาะส่วนที่มีใบเสร็จถูกต้องเท่านั้น

 

การทำประกัน พ.ร.บ. กับประกันภัยประเภทสมัครใจไว้ในบริษัทเดียวกัน โดยเลือกทำกับบริษัทที่มีความมั่นคง ให้บริการที่ดี จะได้ไม่มีปัญหาในอนาคต นอกจากนี้ยังมีข้อดีของการทำประกันภัยทั้ง 2 แบบควบคู่กันไป คือ ความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. คุ้มครองช่วยเหลือในกรณีที่มีการบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งในบางครั้งวงเงินที่ได้รับจาก พ.ร.บ.นั้น อาจไม่เพียงพอ ในการเจรจาต่อรองกับคู่กรณี ในกรณีที่คุณเป็นฝ่ายผิดและคู่กรณีของคุณได้รับบาดเจ็บต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จะได้มีวงเงินจากภาคสมัครใจมาช่วยอีกแรงหนึ่ง

 

ดังนั้นถ้าคุณทำประกัน ประกันรถยนต์ภาคสมัครใจจะเข้ามาทำหน้าที่ในส่วนที่เกินให้ การที่คุณทำประกัน พ.ร.บ. และกรมธรรม์ภาคสมัครใจกับบริษัทประกันเดียวกัน จะทำให้คุณไม่ต้องไปเริ่มต้นในการเล่าเรื่องราว พร้อมทั้งขั้นตอนด้านเอกสารกับบริษัทประกันใหม่ที่คุณซื้อกรมธรรม์แยกออกไป และไม่ต้องติดต่อประสานงานถึง 2 บริษัทประกันภัย เพราะถ้าเป็นบริษัทประกันเดียวกันก็จะทราบเรื่อง ตั้งแต่เกิดเหตุครั้งแรก การดำเนินการต่อก็จะสะดวกและต่อเนื่อง ซึ่งจะง่ายและสะดวกกับตัวคุณเอง

 

SHARE